Monday, August 29, 2011

วัวไทยมีลักษณะเป็นอย่างไร

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศอะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม ประชาชนประมาณร้อยละ ๘๐ ประกอบอาชีพทางการทำไร่ทำนา การเลี้ยงวัวควายเป็นส่วนประกอบของการกสิกรรม เพราะได้ใช้แรงงานจากวัวควายช่วยในการทำงานต่างๆ นับตั้งแต่ไถ พรวน ฉุดระหัดน้ำ นวดข้าว สีข้าว ลากเข็น ตลอดไปจนถึงการขนส่งผลิตผลจากท้องถิ่นห่างไกล ไปสู่ถนนหลวงหรือตลาด เนื่องจากชาวนาไทยมีที่ดินน้อย เฉลี่ยเพียงครอบครัวละ ๑๐-๒๐ ไร่หรือน้อยกว่านั้น ในบางภาค การใช้วัวควายทำงานในไร่นาจึงเหมาะสม เพราะสะดวกทีจะทำเมื่อใดก็ได้ และแล้วเสร็จได้ในเวลาไม่นาน วัวหรือควายคู่หนึ่งไถนาได้วันละ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งไร่ ทั้งยังประหยัดเงินกว่าการจ้างรถไถนาทำงาน ซึ่งต้องเสียค่าจ้างในอัตราสูง การใช้วัวควายไถนาทำให้ได้ใช้แรงงานในครอบครัวให้เป็นประโยชน์ช่วยให้มีชีวิตชีวา และเสริมสร้างวิญญาณแห่งความรักความผูกพัน ในงานอาชีพของกสิกร ให้แก่สมาชิกของครอบครัว
การเลี้ยงวัวควายเพื่อช่วยในการทำไร่ทำนาในประเทศไทยนั้น โดยทั่วไป นิยมเลี้ยงกันเพียงครอบครัวละสามตัวบ้าง ห้าตัวบ้าง แต่เมื่อรวมกันเข้าก็เป็นจำนวนสิบล้านตัว เป็นวัวและควายอย่างละประมาณครึ่งต่อครึ่งอาหารของวัวควายเหล่านี้ ได้แก่ หญ้าที่ขึ้นอยู่ตามคันนาริมถนน และท้องทุ่งที่ว่างจากการทำไร่ทำนา วัวควายจะถูกต้อนออกไปหากินในยามเช้า และกลับเข้าคอกเมื่อยามพลบ คอกวัวคอกควายมักอยู่ใกล้บ้านหรือใต้ถุนบ้าน เมื่อถึงหน้าเพาะปลูกน้ำหลาก ท้องทุ่งท้องนาเต็มไปด้วยกล้าข้าวและพืชผล ยามนี้วัวควายต้องอาศัยฟางและหญ้าแห้งที่เจ้าของเก็บกองไว้ให้ ตั้งแต่ปลายฤดูเพาะปลูกปีที่ผ่านมา เป็นอาหารเสริมไปจนกว่าจะเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จ วัวควายจึงเป็นอิสระในท้องทุ่งอีกวาระหนึ่ง ซึ่งในระยะนั้นอาหารวัวควายจะมีบริบูรณ์วัวควายจึงสืบพันธุ์กันในระยะนี้เป็นส่วนมาก

วัวไทยมีลักษณะเป็นอย่างไร
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วัวไทย หมายถึง วัวที่มีพื้นเพกำเนิดในประเทศไทย มีเลี้ยงกันกระจายทั่วไปในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
วัวไทยเป็นวัวขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับวัวพันธุ์อื่น ตัวผู้โตเต็มที่มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย ๓๐๐-๓๕๐ กิโลกรัม ตัวเมียโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ย ๒๐๐-๒๕๐ กิโลกรัม วัวไทยมีกระดูกเล็บบอบบาง ในหน้ายาวหน้าผากแคบ ตาขนาดปานกลาง ขนตามใบหน้าสั้นเกรียน จมูกแคบ ใบหูเล็กกะทัดรัด ปลายหูเรียวแหลมโดยทั่วไปมีเขาสั้นถึงยาวปานกลาง ตั้งแต่ ๑๕-๔๕ เซนติเมตร ตัวเมียมักมีเขาสั้นหรือไม่มีเขา เขามีลักษณะตั้งขึ้นโง้งงุ้มเข้าหากัน และยื่นไปข้าหน้าเล็กน้อย ลำคอบอบบาง ใต้คอมีเหนียงคอเป็นแถบลงไปถึงอก ส่วนต่อระหว่างคอและไหล่มองเห็นได้ชัด เหนือไหล่ของวัวตัวผู้มีก้อนเนื้อ เรียกว่า โหนกหรือหนอก สันหลังลาดขึ้นจากโหนกไปสู่บั้นเอว แล้วลากลงตามบั้นท้ายไปสู่โคนหาง ขายาว รูปร่างค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับวัวเนื้อพันธุ์ยุโรป พื้นท้องจากส่วนหน้าคอดกิ่วไปสู่ส่วนหลัง วัวตัวเมียมีเต้านมเล็กเป็นรูปฝาชี ให้นมน้อย
วัวไทยมีขนสั้นเกรียนทั่วตัว ขนมีสีต่าง ๆ ตั้งแต่สีดำ สีน้ำตาล สีน้ำตาลอ่อน สีฟาง สีเทาไปจนถึงสีลาย สีที่พบเห็นบ่อย ๆ คือ สีน้ำตาลอ่อน และสีดำ ขนใต้ท้องและซอกขามักมีสีจางกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
โดยทั่วไป วัวไทยมีนิสัยขี้ตื่น ปราดเปรียวกว่าวัวพันธุ์อื่น แต่ถ้าเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด อาจเชื่องมากเหมือนกัน แม่วัวไทยเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด อาจเชื่องมากเหมือนกัน แม่วัวไทยเลี้ยงลูกดีแต่ให้นมน้อย เวลาคลอดใหม่ ๆ มักหวงลูกมาก และอาจมีนิสัยดุร้ายกับสุนัขหรือคนที่ไม่รู้จัก
ลูกวัวไทยแรกเกิดมีน้ำหนักประมาณ ๑๔-๑๕ กิโลกรัม ลูกวัวตัวโตกว่าลูกวัวตัวเมีย
โดยทั่วไป ลูกวัวจะดูดนมแม่จนถึงอายุ ๘ เดือน จึงจะถูกแยกฝูง เพราะแม่ให้นมน้อยหรือหยุดให้นมและลูกวัวเริ่มรู้จักหาหญ้ากินเอง หากปล่อยลูกวัวไว้กับแม่ ลูกวัวตัวที่มีขนาดใหญ่โต อาจผสมพันธุ์กับแม่ของตัวเอง ทำให้ได้ลูกขนาดเล็กและอ่อนแอ หรืออาจผสมกับลูกวัวสาว อายุยังไม่เต็มวัย อาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน

ควายไทยมีลักษณะเป็นอย่างไร
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ควายไทยจักเป็นควายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในบรรดาควายเลี้ยงแถบเอเชีย ควายเลี้ยงมีสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ควายแม่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นควายพันธุ์อินเดีย จัดเป็นควายพันธุ์นม และควายปลัก ซึ่งรวมควายไทยและควายงานในประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย พม่า เขมร ควายไทยมีเลี้ยงกันในทุกภาคของประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังรายละเอียดจำนวนควายในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
บางคนเรียกควายว่า กระบือ เข้าใจว่ากระบือเป็นคำต่างประเทศ ภาษาเขมรเรียกควายว่า กระบือหรือกรบาย ชาวฟิลิปปินส์เรียกกระบือว่าคาราบาว และชาวมาเลเซียและอินโดนิเซียเรียกว่า เคอรเบา
ควายไทยมีขนาดใหญ่กว่าวัวประมาณสองเท่าควายตัวผู้โตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ย ๔๐๐-๕๐๐ กิโลกรัม ควายมีลำตัวใหญ่ กว้างและลึก มีท้องกายโตแสดงให้เห็นความจุ ท้องย้อย ปั้นท้ายลาด ขายาว มีกระดูกใหญ่ หัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเขายาวโค้ง งองุ้มเข้าหากันไป ด้านหลังเขาควายมีรูปร่างแบน ปลายเขาเรียวแหลม มองดูน่ากลัว ควายไทยมีสองสี คือ ควายสีเทาหรือดำ และความเผือกซึ่งมีสีขาว
ควายมีต่อมเหงื่อน้อยกว่าวัว จึงถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายได้ไม่ดีเท่าวัว เวลาอากาศร้อน ควายชอบนอนแช่ปลักโคลน เพื่อเป็นการผ่อนคลายความร้อนของร่างกาย ถ้าควายโดยอากาศร้อนนาน ๆ จะแสดงอารมณ์หงุดหงิด เปลี่ยว และดุร้าย จนอาจทำร้ายผู้เข้าใกล้ได้หากไม่ระมัดระวัง ควายมักใช้เขาอันยาวโง้งเหวี่ยงแทงเสยไปด้านหลังด้วยความแรง แต่โดยทั่วไป ควายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องและเชื่อฟังผู้เลี้ยง จึงฝึกใช้งานได้ง่า
ลูกควายแรกเกิดมีน้ำหนักประมาณ ๒๕-๓๕ กิโลกรัม ตัวผู้โตกว่าตัวเมีย แม่ควายให้นมพอเลี้ยงลูกนมควายมีไขมันสูง ๗-๙ เปอร็เซ็นต์สูงกว่านมวัวซึ่งมีไขมันเพียง ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ แม่ควายเลี้ยงลูกเก่ง ลูกควายจะดูดนมไปจนกว่าแม่จะหยุดให้นม จึงเริ่มรู้จักเล็มหญ้ากินเอง ควายสาวมีอายุผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่ ๒-๓ ปี ขึ้นไป มักพบบ่อย ๆ ว่า ควายตัวเมียให้ลูกควายตัวแรกเมื่ออายุ ๔-๕ ปี แม่ควายอาจให้ลูกได้ถึง ๑๐ ตัว ตลอดชีวิต แต่จะให้ลูกที่แข็งแรงที่สุดเมื่อแม่ควายมีอายุระหว่าง ๘-๙ ปี ซึ่งควรให้ลูกเป็นตัวที่ ๔ หรือ ๕ แม่ควายที่ได้รับอาหารและการเลี้ยงดูดี อาจให้ลูกปีละตัว แต่โดยทั่วไปจะให้ลูกสองตัวในสามปี ควายตัวผู้เริ่มใช้ผสมพันธุ์ตั้งแต่อายุ ๓ ปีขึ้นไป
แม่ควายจะตกไข่ และแสดงอาการเป็นสัดครั้งหนึ่งในรอบ ๒๒ วัน เมื่อทำการผสมพันธุ์ระยะนี้ แม่ควายจะตั้งท้อง เวลาอุ้มท้องของแม่ควายนานประมาณ ๓๑๐ วัน แต่ช่วงการตกลูกหนึ่งตัว อาจกินระยะหนึ่งปีครึ่งขึ้นไป ควายตัวผู้หนึ่งตัว ควรคุมฝูงตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ประมาณ ๓๐-๔๐ ตัว ต่อหนึ่งฤดูผสมพันธุ์
ควายที่ถูกฆ่าและชำแหละแต่งซากเรียบร้อยแล้ว น้ำหนักซากประมาณ ๔๕-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักก่อนฆ่า เนื้อควายมัดกล้ามเนื้อค่อนข้างใหญ่ จึงดูหยาบกว่าเนื้อวัว เนื้อควายมีสีคล้ำกว่าเนื้อวัว ซึ่งคุณภาพของเนื้อจะไม่แตกต่างกัน หากวัวและควายได้รับอาหารและการเลี้ยงดูเหมือน ๆ กัน

การผสมพันธุ์

การผสมพันธุ์

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วัวควายต้องสืบพันธุ์เพื่อทวีจำนวนและให้ผลิตผลการผสมพันธุ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินประสิทธิภาพของการเลี้ยงวัวควาย วัวควายที่ให้ผลิตผลสูงควรให้ลูกทุกปี วัวควายที่ไม่ให้ลูกย่อมไร้ประโยชน์ในแง่การให้เนื้อและนม วัวควายนมจะให้นมหลังจากคลอดลูกและจะหยุดให้นมหลังจากนั้น ๖-๑๐ เดือนจะให้นมอีกเมื่อคลอดลูกอีกครั้ง ส่วนผลิตผลของวัวควายและเนื้อและงานก็คือ ลูกวัวควายที่จำหน่ายได้ในแต่ละปีดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงพยายามให้วัวควายออกลูกทุกๆ ปีถ้าทำได้ การผสมพันธุ์วัวควายทำได้ ๒ แบบ แบบหนึ่ง เรียกว่า ผสมธรรมชาติ อีกแบบหนึ่งเรียกว่า ผสมเทียม
การผสมธรรมชาติ มี ๒ แบบ คือ
๑. การผสมปล่อยฝูง โดยปล่อยตัวผู้ไว้ในฝูงตัวเมียในระยะ ๒-๓ เดือน โดยทั่วไปใช้ตัวผู้หนึ่งตัว/ตัวเมีย ๒๐-๓๐ ตัว
๒. การจูงผสม โดยจูงตัวผู้ไปหาตัวเมียเมื่อตัวเมียแสดงอาการสัด(รับการผสมพันธุ์) เท่านั้น หลังจากนั้นจะแยกขังตัวผู้ไว้ต่างหาก มิให้ผสมพันธุ์ตามใจชอบเหมือนแบบปล่อยฝูง วิธีนี้ใช้ตัวผู้หนึ่งตัว/ตัวเมีย ๔๐-๖๐ ตัว
การผสมเทียม ได้แก่ การนำเชื้ออสุจิจากตัวผู้ไปผสมพันธุ์ให้กับตัวเมีย โดยอาศัยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ผู้เลี้ยงรีดน้ำเชื้ออสุจิจากตัวผู้ โดยอาศัยเครื่องเพศเทียมหรือเครื่องรีดนำเชื้อไฟฟ้า ทำน้ำเชื้อให้เจือจางด้วยน้ำยาผสมเคมีดูดเข้าหลอดฉีดน้ำเชื้อ แล้วปล่อยเข้าทางอวัยวะเพศของตัวเมีย การผสมเทียมช่วยให้สามารถผสมพันธุ์ตัวเมียได้เป็นจำนวน ๑๐๐-๒๐๐ ตัว/ปริมาณน้ำเชื้อที่รีดมาครั้งหนึ่ง จึงทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากพ่อพันธุ์คุณภาพดีได้เต็มที่ และป้องกันการติดเชื้อโรคเกี่ยวกับระบบการสืบพันธุ์ได้ดีด้วย การผสมพันธุ์วิธีนี้จึงแพร่หลายมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะการผสมพันธุ์วัวควายนม

โรคของวัวควายมีอะไรบ้าง
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
โรคของวัวควาย ในการเลี้ยงวัวควายเป็นอุตสาหกรรมนั้น นอกจากจำเป็นต้องมีการเลี้ยงดูดี อาหารดี พันธุ์ดีแล้ว ยังต้องมีการป้องกันรักษาโรคดีอีกด้วย เพราะสัตว์ที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ย่อมให้ผลิตผลสูงไม่ได้ โรคที่ร้ายแรงในวัวควาย ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โรคคอบวม โรคแอนแทรกซ์ โรคบรูเซลโลซีส หรือโรคแท้งติดต่อ โรคแบลคเลก วัณโรค นอกจากนี้ ยังมีพยาธิอีกหลายชนิดที่เป็นศัตรูต่อสุขภาพวัวควาย ทั้งยังมีแมลงต่าง ๆ ที่ทำอันตรายวัวควายโดยตรง และเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคอีกด้วย เช่น เห็บ เหลือบ แมลงวันบางชนิด การป้องกันไม่ให้เกิดโรคพยาธิและแมลงศัตรูวัวควายเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เพราะลงทุนน้อยได้ผลมาก ในกรณีที่วัวควายแสดงอาการเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว รีบแจ้งสัตวแพทย์อำเภอ หรือสัตวแพทย์ที่ใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด

ผลผลิตจากวัวควาย
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
นอกจากเราจะได้ใช้แรงงานจากวัวควาย และได้มูลเป็นปุ๋ยในการทำไร่ทำนาแล้ว ผลิตผลจากวัวควายอันได้แก่ เนื้อและนม ก็เป็นอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์สูงสุดอย่างหนึ่งต่อมนุษย์ เนื้อวัวควายเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และยังเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน และแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย
นมเป็นผลิตผลสัตว์ชนิดเดียวที่มีน้ำตาลแล็กโทสเชื่อกันว่า น้ำตาลแล็กโทสในนมอาจเป็นอาหารบำรุงสมอง เพราะกาแล็กโทสซึ่งเป็นส่วนประกอบของแล็กโทสนั้น พบว่า เป็นองค์ประกอบของระบบประสาทกลาง
คนไทยบริโภคผลิตผลจากสัตว์ปีละมาก ๆ ประเทศไทยสั่งผลิตภัณฑ์นมเข้าประเทศปีละประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์นมผลและนมเลี้ยงทารก นมที่ผลิตได้ในประเทศมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการนมทั้งประเทศ การบริโภคเนื้อวัวควายทั้งประเทศเมื่อคิดต่อคนอยู่ในระดับต่ำมาก คือ คนละประมาณ ๑-๒ กิโลกรัม/ปี ในขณะที่ประชาชนของบางประเทศบริโภคเนื้อวัวปีละ ๕๐-๘๐ กิโลกรัม / คน เช่น ประเทศอุรุกวัย อาร์เจนตินา ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการบริโภคเนื้อยู่ในขั้นต่ำอย่างปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังต้องฆ่าวัว ควายอย่างน้อยปีละ ๕-๘ แสนตัว และเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี เนื่องจากจำนวนประชากรทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความต้องการวัวควายในอนาคต
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
การส่งวัวควายไปจำหน่ายต่างประเทศอยู่ในปริมาณน้อย เพราะความต้องการวัวควายในประเทศมีปริมาณสูง จนในบางครั้งเนื้อวัวควายในประเทศมีราคาแพงมาก ประเทศรับซื้อเนื้อวัวควายจากประเทศไทย ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ตลาดเนื้อวัวควายสำหรับส่งออกรายใหญ่ที่สุดในทวีปเอเซียได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ซื้อเนื้อวัวควายในราคาแพงและปริมาณมาก แต่ยังไม่รับซื้อวัวควายจากประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยยังมีโรคปากและเท้าเปื่อยอยู่หากเราสามารถกำจัดโรคนี้ได้ การส่งวัวควายไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นก็จะกระทำได้มากขึ้น
เมื่อคำนึงถึงความต้องการวัวควายในอนาคตลักษณะภูมิอากาศตลอดจนวิธีการประกอบกสิกรรมของไทย ชี้ให้เห็นแนวโน้มในอนาคตว่า การเลี้ยงวัวควายจะเป็นอาชีพหลักที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของกสิกรไทย และในที่สุดการเลี้ยงวัวควายจะกลายเป็นธุรกิจที่สำคัญมากขึ้นทุกที หากราคาเนื้อวัวควายอยู่ในระดับสูงพอสควร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เมื่อการเลี้ยงวัวควายเป็นอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดธุรกิจรูปอื่น ๆ ที่ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์ขึ้นอีกด้วย เช่น การค้าและการตลาดเนื้อสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานผลิตภัณฑ์สัตว์และผลพลอยได้ โรงงานนมและผลิตภัณฑ์นม การเลี้ยงวัวควายช่วยให้การใช้แรงงานกระจายไปตลอดทั้งปี กสิกรมีงานทำเต็มเวลาไม่มีเวลาว่างอยู่เฉย ก่อให้เกิดเสถียรภาพและความสงบแก่สังคมอีกทางหนึ่ง

การเลี้ยงวัวควายจำแนกได้กี่แบบ

การเลี้ยงวัวควายจำแนกได้กี่แบบ





[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การเลี้ยงวัวควาย จำแนกได้ ๒ แบบใหญ่ ๆ แบบแรก ได้แก่ การเลี้ยงวัวควายเพื่อใช้แรงงาน การเลี้ยงแบบนี้เป็นแบบที่ดำเนินกันทั่วไปในเมืองไทย อันได้แก่ การเลี้ยงวัวและควายเพื่อเป็นส่วนประกอบของการทำไร่ทำนา โดยมิได้มุ่งเลี้ยงเป็นการค้าโดยเฉพาะการเลี้ยงเป็นไปแบบตามมีตามเกิด ไม่ต้องมีวิชาการเข้าช่วยมากนัก อาศัยธรรมชาติเป็นเครื่องอำนวยการเลี้ยง การเลี้ยงวัวควายแบบนี้จึงเรียกว่า การเลี้ยงแบบธรรมชาติ
การเลี้ยงวัวควายอีกแบบหนึ่ง คือ การเลี้ยงแบบการค้า ซึ่งยังกระทำกันเป็นส่วนน้อยในเมืองไทย การเลี้ยงแบบนี้อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยอย่างมาก เพื่อมุ่งให้ได้กำไรมากที่สุดจากกิจการเลี้ยงวัวควายนั้น การเลี้ยงวัวควายแบบนี้ จึงเรียกได้ว่า เป็นการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม โดยมุ่งให้ได้ผลิตผล คือ เนื้อหรือนมมากที่สุด ต่อหนึ่งหน่วยของสิ่งลงทุน การเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ๔ ประการ คือ
๑. การดูแลจัดการ ได้แก่ การจัดสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของวัวควาย ให้อยู่ในสภาพที่ดี ให้ผลิตผลสูงแต่ลงทุนต่ำ การดูแลนี้ครอบคลุมถึงการจัดโรงเรือนการปรนนิบัติต่อสัตว์ การควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนและความชื้น การดูแลรักษาความสะอาดเพื่อให้เหมาะสมแก่การขยายพันธุ์ การเจริญเติบโตตลอดจนการให้ผลิตผลของวัวควาย
๒. อาหารและการให้อาหาร ผู้เลี้ยงจะแสวงหาอาหารที่มีคุณภาพในราคาพอสมควร มาใช้เลี้ยงวัว ควาย โดยมุ่งให้ได้ผลิตผลและผลกำไรสูง ทั้งนี้จะได้พิจารณารวมถึงวิธีการให้อาหารที่เหมาะสมเพียงพอและประหยัด
๓. พันธุ์และการผสมพันธุ์ ผู้เลี้ยงจะพิจารณาเลือกเลี้ยงพันธุ์ทีให้ผลิตผลสูง แต่เลี้ยงง่ายตามสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นผู้เลี้ยงจะเลือกใช้วิธีการผลสมพันธุ์ ที่เหมาะตามวัตถุประสงค์ของการผลิตว่าเป็นการผลิตพันธุ์แท้ การผลิตเพื่อขุน หรือการผลิตวัวควายนม และพยายามปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
๔. การป้องกันรักษาโรค ได้แก่ การวางมาตรการอันเหมาะสมในการป้องกันโรค และดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์สามารถให้ผลิตผลได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ระบบการเลี้ยงวัวควายแบบอุตสาหกรรมอาจจำแนกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ คือ
๑. การเลี้ยงวัวควายเนื้อ ได้แก่ การเลี้ยงแบบทำไร่ปศุสัตว์ การต้อนเลี้ยงในทุ่ง และการเลี้ยงขุนในคอก
๒. การเลี้ยงวัวควายนม ได้แก่ การเลี้ยงแบบยืนโรง และการเลี้ยงแบบปล่อย
การเลี้ยงวัวควายเนื้อแบบทำไร่ปศุสัตว์ ใช้พื้นที่กว้างขวางมาก และมีการลงทุนปรับปรุงพื้นที่ กั้นรั้วและปลูกสร้างแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงแบบนี้โดยทั่วไป เป็นการเลี้ยงเพื่อขายพันธุ์วัวควายคุณภาพดี ราคาแพง มีการลงทุนสูง ใช้วิชาการมาก ใช้โรงเรือนและเครื่องมืออุปกรณ์ไร่มาก ในเมืองไทยได้มีผู้ลงทุนทำไร่ปศุสัตว์กันอยู่บ้าง เช่น ไร่ปศุสัตว์โชคชัยใกล้อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
การต้อนเลี้ยงวัวควายในทุ่ง เป็นการเลี้ยงแบบไล่ต้อนสัตว์ไปกินหญ้าในทุ่งกว้าง ซึ่งว่างเว้นจากการเพาะปลูกหรือทุ่งสาธารณะ ผู้เลี้ยงสัตว์อาจไม่มีพื้นที่เป็นขอบเขตของตนเอง หรือจำกัดพื้นที่สำหรับการกักขังวัวควาย เมื่อคราวจำเป็นเท่านั้น การเลี้ยงแบบนี้ลงทุนเกี่ยวกับสถานที่เลี้ยงและอุปกรณ์น้อยมาก โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีโรงเรือนหรืออุปกรณ์มากนักใช้วิชาการน้อย ผู้เลี้ยงไล่ต้อนวัวควายไปเลี้ยงโดยการเดินเท้าหรือขี่ม้าแบบเคาบอยอเมริกันตะวันตก วัตถุประสงค์ของการเลี้ยงแบบนี้ โดยทั่วไปเพื่อผลิตวัวควายขายใช้งานและเอาเนื้อ มีผู้เลี้ยงวัวควายแบบนี้อยู่ทั่วไปในเมืองไทย การเลี้ยงแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงวัวจำนวนวัวในฝูงหนึ่ง ๆ มีจำนวนตั้งแต่ ๒๐๐-๓๐๐ ตัว
การเลี้ยงวัวควายแบบขุนในคอก เป็นการเลี้ยงวัวควายเพื่อขุนให้อ้วนแล้วส่งตลาดโดยเฉพาะ วัวควายจะถูกกักบริเวณโดยได้รับอาหารที่มีพลังงานสูง ช่วยให้อ้วนเร็ว การเลี้ยงแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ทุ่งหญ้าหรือพื้นที่กว้างขวาง ส่วนใหญ่กระทำกันแถบชานเมืองในเมืองไทยไม่ค่อยมีการเลี้ยงแบบนี้ แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีการเลี้ยงวัวควายแบบนี้เกิดขึ้น เพราะราคาเนื้อแพงขึ้น ผู้บริโภคนิยมเนื้อคุณภาพสูง ราคาอาหารขุนก็ไม่แพงนัก วิชาการเลี้ยงวัวควายแบบนี้แพร่หลายขึ้นพร้อมทั้งความต้องการเนื้อวัวควายในต่างประเทศก็สูงขึ้นด้วย
การเลี้ยงวัวควายนมในเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้วัวนมการเลี้ยงควายนมมีน้อย เนื่องจาก ควายพันธุ์นมมีจำนวนจำกัดและยังไม่รู้จักกันแพร่หลาย การเลี้ยงวัวนมในเมืองไทยมีอยู่หลายเขต เขตใหญ่ๆ คือ เขตนครปฐม - ราชบุรี เขตพระนครศรีอยุธยา เขตมวกเหล็ก (สระบุรี) และเขตเชียงใหม่ มีแม่โคนมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๑๓,๐๐๐ ตัว ให้นมวันละประมาณ ๘๐-๑๐๐ ตัน ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะให้คนไทยรับประทานนมกันในปริมาณคนละหนึ่งขวดน้ำอัดลม/วัน จะต้องเลี้ยงวัวนมกันเป็นจำนวนมากกว่านี้ หลายร้อยเท่าตัวหรืออย่างน้อยต้องมีแม่โคนมเป็นจำนวนล้านตัว อันจะก่อให้เกิดอาชีพแก่คนไทยนับแสนครอบครัวเป็นอย่างน้อย
การเลี้ยงวัวควายนมแบบหนึ่ง คือ การเลี้ยงแบบยืนโรง แม่วัวรีดนมจะถูกกักอยู่กับที่ในโรงเลี้ยงตลอดเวลา อาหารและหญ้าถูกนำมาเลี้ยงถึงที่ การรีดนมมักกระทำในโรงเลี้ยงนั่นเอง การเลี้ยงแบบนี้ต้องเปลืองแรงงานในการเลี้ยงดูมาก แต่การควบคุมดูแลสะดวกและใกล้ชิดกว่า เหมาะสำหรับการเลี้ยงวัวนมพันธุ์ที่จำเป็นต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ หรือมิอาจปล่อยแม่วัวลงเลี้ยงในทุ่งหญ้าได้ เพราะไม่มีทุ่งหญ้าเพียงพอและมีบริเวณจำกัด
การเลี้ยงวัวควายนมอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ การเลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ แบบ แบบหนึ่งปล่อยในโรงกว้าง เรียกว่า แบบปล่อยโรงแล้วตัดหญ้ามาให้กินถึงที่ แบบนี้ใช้เมื่อมีทุ่งหญ้าจำกัด และต้องการผลิตผลสูงสุดจากทุ่งหญ้า อีกแบบหนึ่งปล่อยในทุ่งหญ้าเรียกว่า แบบปล่อยทุ่ง แบบนี้ประหยัดแรงงานและอุปกรณ์แต่ไม่สะดวกในการควบคุมดูแล หากมีสัตว์จำนวนมาก ๆ การเลี้ยงแบบปล่อยทั้งสองวิธีจะมีโรงรีดนมแยกส่วนจากสถานที่เลี้ยง และต้อนวัวควายเข้าไปเมื่อถึงเวลารีดนมเท่านั้น

Sunday, August 28, 2011

การเตรียมโคเพื่อเข้าแข่งขัน

.
 
       การชนวัวในประเทศไทยมีมาเกือบ 500 ปี มาแล้ว จากคำบอกเล่าของผู้เลี้ยงโคชนทางภาคใต้สมัยก่อนนั้นการชนโคไม่มีสนามชนโค เป็นกิจลักษณะดังเช่นในปัจจุบัน แต่อาศัยที่ว่างตามหัวไร่ปลายนาหลังฤดูเก็บเกี่ยวเป็นที่ชนโคเพื่อความเพลิด เพลินของชาวไร่ชาวนายามเสร็จจากงานหนักแต่เมื่อการชนโคเป็นที่นิยมมากขึ้น ๆ ผู้เล่นชนโคจึงได้พัฒนา กฎ กติกา ขึ้นมาทีละเล็กละน้อยควบคู่ไปกับรูปแบบของสนามชนโค ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้พื้นที่ว่างเปล่าตามหัวไร่ปลายนาไปเป็นสนามกีฬา ที่มีสังเวียน และส่วนประกอบต่างๆ มากขึ้น

การเตรียมโคเพื่อเข้าแข่งขัน
       โคที่ใช้เป็นโคชนจะเป็นโคผู้ไม่ตอน ถูกคัดเลือกเมื่ออายุได้ 4 ปีโดยดูจากต้องมีคู่เขาที่ใหญ่แข็งแรงดี และส่วนหน้าอกต้องพัฒนาแข็งแรง แต่จะยังไม่ถูกใช้งานชน จนกว่าจะอายุได้ถึง 6 ปีแล้ว หลังจากปลดการใช้งานเป็นโคชนแล้วก็อาจถูกใช้งานเป็นโคงานหรือเป็นพ่อพันธุ์ สำหรับการเลี้ยงดูนั้นแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อยแต่ละเจ้าของ แต่มีหลักเกณฑ์ใหญ่ใกล้เคียงกันพอสรุปได้ดังนี้

05.00 น. ผู้เลี้ยงโคตีนนอนพาโคออกเดินและวิ่งรวมระยะทางไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร
09.00 น. โคกลับถึงคอกผู้เลี้ยงจะนวดกล้ามเนื้อ คอและหลังให้โคประมาณ 5-10 นาที แล้วปล่อยให้โคยีนพักนิ่ง ๆ จนกว่าจะเริ่มเคี้ยวเอื้องซึ่งแสดงว่าโคหายเหนื่อยแล้ว จึงอนุญาตให้โคกินน้ำได้จากนั้นก็อาบน้ำถูตัวให้โคเสร็จแล้วนำโคไปผูกผึ่ง แดดอ่อน ๆในลานหญ้าปล่อยให้โคแทะเล็มหญ้าไปบ้าง ในขณะที่โคถูกผึ่งแดดอยู่นั้นผู้เลี้ยงก็จะออกตะเวนเกี่ยวหญ้าใส่กระสอบ เพื่อเตรียมไว้ให้โค
15.00 น. .เอาโคเข้าในร่ม ให้กินหญ้าที่เกี่ยวมาให้ประมาณ 30-50 กิโลกรัม แล้วแต่ขนาดของโค แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของจะต้องการให้โคกินหญ้ามาก ๆ จึงต้องบังคับให้กินโดยการป้อน คือผู้เลี้ยงจะทำหญ้าเป็นก้อนแล้วเปิดปากโคยัดหญ้าเข้าไปจนหญ้าหมด
17.30 น. ให้โคกินน้ำและนำโคเข้าคอกที่มีมุ้งกั้น เป็นเสร็จสิ้นภารกิจประจำวันของผู้เลี้ยงโค

การจับคู่ของโคชน

นำวัวมาผูกรอบสังเวียนเพื่อจับคู่
เปรียบวัว

       การจับคู่ชนหรือประกบคู่ชนของโคชนนั้น เรียกว่า "การเปรียบวัว"
       หลักการในการจับคู่โคชน ก็คือโคชนทั้งคู่ต้องมีอายุ ประสบการณ์ในการชน เพลงชนสถิติการชน ลักษณะเขา ตลอดจนขนาดสัดส่วนร่างกายของตัวโค และกล้ามเนื้อให้ใกล้เคียงกัน เป็นหลักสำคัญในการประกบคู่ชนโดยเจ้าของโคเป็นผู้พิจารณาและตกลงกันเองทั้ง สองฝ่ายแล้วแจ้งให้สนามทราบ เพื่อทำสัญญาการชนต่อไป สำหรับกล้ามเนื้อ (เนื้อเลี้ยง) ของโคชนนั้นจะสังเกตที่หน้าตา ความยาว ลำตัว คอ ความกว้างของหลัง ความลึกของลำตัวและเขา


เมื่อโคชนเข้าสู่สังเวียนสนาม


เครื่องประดับและเสื้อคลุมวัวชน
ขณะเดินเข้าสนาม
       ประมาณ 20-30 วัน หลังจากโคชนได้คู่ชนแล้ว นายสนามจะนัดวันชนซึ่งโคชนที่มาจากต่างถิ่นส่วนใหญ่หลังจากมีคู่ชนแล้ว จะพักค้างที่ค่ายพักของสนามที่จะชนโคโดยมีพี่เลี้ยงคอยดูแลให้หญ้า ให้น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โคชินกับสนาม

การเช็ดล้างโคก่อนชน
              เมื่อคณะโคชนเข้าประจำมุมเรียบร้อยแล้วจากนั้นโฆษกของสนามจะประกาศให้เจ้าของโคแต่ละฝ่าย "เช็คล้าง"ให้ เป็นไปตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ โดยทางสนามจะมีกรรมการกลางที่จัดเตรียมไว้ประจำมุมที่โคไปยีนอยู่เตรียมเช็ค ล้างข้างละ 1 คน เพื่อเตรียมเช็คล้างโค ซึ่งเจ้าของโคแต่ละฝ่ายจะส่งคน 1 คนไปดูการเช็คล้างโคของฝ่ายตรงข้ามกติกาการเช็คล้างตัวโคมีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการใช้สารพาของฝ่ายตรงข้ามซึ่งอาจจะอยู่ในรูปยา น้ำมัน หรือ สมุนไพรมีพิษทาไว้ที่ตัวโคหรือที่เขาสำหรับน้ำมันที่ใช้ล้างตัวโคกรรมการ สนามจะเป็นผู้จัดการให้ ถ้าผู้ดูการเช็คล้างโคของฝ่ายตรงข้ามมีความเคลือบแคลงสงสัยว่าบางส่วนของตัว โค โดยเฉพาะส่วนของ เขายังไม่ได้เช็ดล้างก็สามารถบอกกรรมการขอให้เช็คล้างให้เห็นอย่างชัดเจนได้ เมื่อทั้งฝ่ายพอใจกับการเช็คล้างของฝ่ายตรงข้ามแล้ว พี่เลี้ยงจะใช้กล้วยหรือผลตาลโตนดสุก ทาทั่วหน้า จมูก และคอของโค เพื่อลบกลิ่นสาบของคู่ต่อสู้ โดยเชื่อว่าโคเป็นสัตว์ที่ให้ความสำคัญต่อขั้นลำดับอาวุโสซึ่งสามารถสัมผัส ได้โดยทางกลิ่นสาบ โคที่หนุ่มกว่าจะเกรงในศักดิ์ศรีของโคที่แก่กว่า ถ้าให้ชนกันโคหนุ่มจะวิ่งหนี

พี่เลี้ยงทากล้วยที่หน้าวัว
เช็ดล้างวัว
ดูการเช็ดวัวของฝ่ายตรงข้าม


เริ่มชน

       กรรมการสนามจะส่งสัญญาณให้เริ่มชนโคโดยเป่านกหวีด 2 ครั้งกรรมการสนามบนปะรำจะให้สัญญาณตามโดยตีกลอง 2 ที พี่เลี้ยงแต่ละฝ่ายส่วนใหญ่ฝ่ายละสองคน ต้องจูงโคเข้าหากัน ณ ตำแหน่งพุ่มกลางสังเวียนซึ่งทางสนามทำเครื่องหมายไว้เพื่อให้เขาโคทั้งสองแตะกัน หรือมีลักษณะอาการที่โคทั้งสองฝ่ายจะเข้าชนกันหรือต่อสู้กัน เรียกว่า "ต่อหัว"
พี่เลี้ยงจูงวัวไปต่อหัวกลางสนาม

ขณะชน
กรณีที่ 1

เกียดวัว
      ถ้าโคตัวใดหันกลับวิ่งหนี กรรมการจะเป่านกหวีดสั้น ๆ 1 ครั้งกรรมการบนปะรำจะตีกลอง 1 ทีเป็นสัญญาณให้พี่เลี้ยงโคฝ่ายวิ่งหนีให้เข้ามาบังคับโคให้เข้ามาชนกับต่อสู้อีกเรียกว่า "เกียดวัว" ขณะเดียวกันกรรมการก็จะจับเวลาหลังตีกลองโดยใช้ขันน้ำเจาะรูวางลงในน้ำที่บรรจุอยู่ในภาชนะแก้วใส ถ้าขันน้ำจม (ประมาณ 5 นาที) โดยพี่เลี้ยงยังไม่สามารถจูงโคให้เข้ามาชนต่อไป กรรมการจะรัวกลองให้สัญญาณว่า โคตัวนั้นเป็นฝ่ายแพ้ และการแข่งขันสำหรับคู่นั้นยุติลง แต่ถ้าเมื่อเกียดวัวแล้วกลับมาชนกันใหม่ (เขาแตะกัน) แล้วตัวที่ชนะเดิมวิ่งหนีกรรมการเป่านกหวีด 1 ครั้ง ตั้งขันน้ำ ขันน้ำจม ตัวที่ชนะเดิมจะเป็นฝ่ายแพ้
สำหรับการ "เกียดวัว" นั้น ทางสนามได้จัดเตรียมไม้ไผ่ยาว ปลายมีตะขอหรือไม้ไผ่ที่เสี้ยมปลายเป็นรูปตัววีให้พี่เลี้ยงวัวใช้บังคับวัว โดยผู้บังคับจะสอดปลายไม้ไผ่ด้านที่มีตะขอหรือเป็นรูปตัววีเข้าไปที่เทียนพราง ซึ่งสวมอยู่ที่จมูกวัวเพื่อจูงวัวไปหาคู่ต่อสู้ให้มาทำการชนกันต่อไป
กรณีที่ 2
      วัวตัวใดวิ่งหนีหลังจากปะเขากับคู่ต่อสู้แล้วและกรรมการจับเวลาแล้ว พี่เลี้ยงสามารถเกียดวัวให้เข้ามาชนกับคู่ต่อสู้ได้อีก โดยที่ขันน้ำยังไม่จม ถือว่าการแข่งขันดำเนินต่อไปได้ กรณีฝ่ายที่วิ่งหนีเมื่อเกียดแล้ววัวกลับเข้ามาชนใหม่เป็นครั้งที่ 2 แต่ฝ่ายที่ชนะในครั้งที่ 1 วิ่งหนี กรรมการจะเป่านกหวีด 1 ครั้ง พร้อมตั้งขันน้ำให้ฝ่ายวิ่งหนีเกียดวัวเข้ามาชนใหม่ ฝ่ายที่วิ่งหนีวิ่งหนีอีก กรรมการจะเป่านกหวีดยาว พร้อมตีกลองรัวถือว่าฝ่ายวิ่งหนีเป็นฝ่ายแพ้
กรณีที่ 3

การต่อสู้ของโคชน

 
      เมื่อ วัวชนกันแล้วเป็นระยะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเกิดเดินแยกกัน พร้อม ๆ กัน โดยไม่ยอมเข้ามาชนกัน กรรมการในสนามจะเป่านกหวีด 2 ครั้ง กรรมการบนประรำจะตีกลอง 2 ที ซึ่งหมายความว่าให้พี่เลี้ยงทั้งสองฝ่ายทำการเกียดวัวให้ชนกันพร้อมจับเวลา ถ้าวัวทั้งสองผ่ายเข้าชนกันขณะที่ขันน้ำยังไม่จม การชนวัวก็จะดำเนินการต่อไป แต่ถ้าขันจมแล้วประมาณ 1-2 นาทีแล้ว วัวยังไม่ชนกันโดยที่ไม่มีที่ท่าว่าตัวใดจะวิ่งหนี กรณีเมื่อกรรมการตีกลองให้ทั้งสองฝ่ายเกียดวัวของตัวเอง มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่กล้าเกียดวัวของตัวเองให้เข้าหากันกรรมการจะถามทั้งสอง ฝ่ายว่าจะเกียดหรือไม่เกียด หรือจะให้เสมอ ถ้าทั้งสองฝ่ายตอบว่าให้เสมอ กรรมการจะตั้งขันน้ำจนกว่าจะขันจะจม ถ้าขันจมกรรมการจะตัดสินให้เสมอ หรือกรรมการจะเป่านกหวีดยาวให้เสมอ กันเลยก็ได้ถือเป็นสิทธิ์ขาดของกรรมการโดยเป็นธรรม
การแพ้หรือชนะ การแข่งขันชนวัว ฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะนั้น สรุปได้ดังนี้คือ
วัวตัวใดวิ่งหนีไม่ยอมสู้หลังจากวัวเข้าคู่ต่อหัวกันแล้ว โดยที่พี่เลี้ยงไม่สามารถเกียดวัวให้เข้ามาชนใหม่ได้ในเวลาที่กำหนด ถือว่าตัวนั้นเป็นฝ่ายแพ้
วัวตัวใดล้มขณะที่กำลังต่อสู้กันจนไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้อีกต่อไปได้ ถือว่าวัวตัวที่ล้มเป็นฝ่ายแพ้
ขณะที่วัวกำลังต่อสู้กันถ้าเจ้าของหรือพี่เลี้ยงวัวฝ่ายใดเห็นว่าวัวของตนเพลี่ยงพล้ำเสียท่า และมีอาการบาดเจ็บสาหัส แต่วัวยังมีใจสู้อยู่ต่อไป พี่เลี้ยงอาจขอยอมแพ้ได้ เพราะดูรูปการณ์แล้ว วัวจะไม่สามารถนำชัยชนะมาได้ โดยพี่เลี้ยงจะส่งสัญญาณบอกกรรมการสนาม จึงถือว่าวัวฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวชนะไป

กีฬาวัวชน



          "การ ชนวัว" เป็นกีฬาประเภทหนึ่งของชาวภาคใต้ที่นิยมกันมาก มีการพนันขันต่อได้เสียกันเป็นหมื่นเป็นแสน วัวชนมีทั้งผิดและชอบด้วยกฏหมาย ถ้าปฏิบัติถูกต้องก็เป็นการชอบด้วยกฏหมายเหมือนกับกีฬาอื่นๆ เช่น กีฬาชนไก่และกัดปลา อันเป็นกีฬาที่มีความนิยมรองลงมา



          กีฬา วัวชนเริ่มมีในสมัยใดมีความเป็นมาอย่างไร และทำไมจึงนิยมกันมากในภาคใต้ไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่บางท่านให้ความเห็นว่าไทยภาคใต้น่าจะได้มาจากโปรตุเกส คือ พระเจ้าเจ้าเอมมานูลเอลแห่งโปรตุเกสแต่งทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีใน พ.ศ. 2061 ซึ่งตรงกับสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และเมืองมะริด ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาเผยแพร่ขนบธรรมเนียมหลายอย่าง เช่น การติดตลาดนัด การทำเครื่องถม และการชนวัวรวมอยู่ด้วย



          วัวที่ จะใช้ชนนั้นจะต้องเป็นพันธุ์วัวชนโดยเฉพาะ วัวใช้งานธรรมดาจะนำมาเป็นวัวชนไม่ได้ ลักษณะของวัวชนที่ดีจะต้องมีใจทรหดอดทน มีไหวพริบในการชนดี และมีลักษณะอื่นๆ ที่ดีอีกหลายอย่าง เท่าที่มีผู้กล่าวไว้ถ้าประมวลมากล่าวเฉพาะที่สำคัญก็จะได้ดังนี้

1. ลักษณะทั่วๆ ไป จะต้องมีรูปร่างประเปรียว ช่วงตัวยาว ท้องกิ่ว ลำตัวค่อนข้างหนา หลังหนาแบน คอสั้นหนาใหญ่ ช่วงขาสั้นและล่ำสัน คิ้วหนา ตาเล็ก สีตาดำ ใบหูเล็ก โหนกสูงใหญ่ (ภาคใต้เรียกว่าหนอก) มีขวัญที่ใต้โหนกและกลางหลังเยื้องไปทางด้านหน้าเหนียงคอ (ภาษาใต้เรียกว่าแร้ง) หย่อนยาน ลางตัวหย่อนยานมากเวลาก้มลงกินหญ้าจะจดพื้นดินก็มี แต่ลางพันธุ์ นิยมเหนียงคอสั้น เขาแข็งแรง ปลายเขาแหลมโค้ง โคนเขาทั้งสองใหญ่หางเรียวยาวจดพื้นดิน โคนหางใหญ่ปลายหางเป็นพู่ดูสวยงามมาก ลูกอัณฑะเล็ก ขนสั้นละเอียดเป็นมัน แต่ที่หน้ามีขนยาว เวลาเคี้ยวเอื้องน้ำลายเป็นฟอง และกีบตีนชิด เป็นต้น

2. ลักษณะเฉพาะพันธุ์ ลักษณะเฉพาะพันธุ์ ที่นำมากล่าวนี้เป็นลักษณะที่เชื่อกันว่าเป็นวัวชนชนิดดี ซึ่งจะเลือกกล่าวเพียงบางชนิดเท่านั้น
     โคอุสุภราช โคชนิดนี้นิยมเลี้ยงไว้ชน จัดว่าเป็นพระยาโคก็ได้ มีลักษณะที่สังเกตคือสีขาวปลอด หรือบางตำรากล่าวว่าชาติโคอุสุภราชนั้นสีแดงลายขาว โดยมีลายดังนี้คือ ตีนด่าง, หางดอก, หนอกพาดผ้า, หน้าใบโพ
     โคนิล โคชนิดนี้ถือเป็นโคพันธุ์ดีอีกชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าจะให้ลาภแก่ผู้เลี้ยง ลักษณะพิเศษคือมีเยี่ยวดำในวันพระ แต่ในวันอื่นๆ อาจจะไม่ดำ ส่วนสีของเท้าอาจจะดำหรือไม่ใช่ก็ได้
     โคบิณฑ์น้ำข้าว เป็นโคสีขาวปลอด ลักษณะที่น่าสังเกตคือ เล็บยาว หางยาว เขาขาวเป็นมัน

3. ลักษณะดีตามสีตัว วัวทางภาคใต้มีสีต่างกันถึง 7 สี แต่สีที่สำคัญคือ ขาวปลอด, ดำนิล, แดง , ลาย (คือดำแซมขาว), ลังสาด (คือคอดำ หัวดำ ท้ายดำ ตรงกลางขาว)
สีของวัวนี้ นอกจากจะบอกลักษณะดีชั่ว แล้วยังใช้เป็นชื่อเรียกวัวอีกด้วย เช่นวัวสีขาวเรียกอ้ายขาว สีดำเรียกอ้ายดำ เป็นต้น แต่เพื่อมิให้สับสนเพราะมีสีซ้ำกันเขาจึงบอกชื่อบ้านหรือชื่อเจ้าของเข้าไป ด้วย เช่นอ้ายขาวลุง หมายถึงวัวขาวบ้านทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วภาคใต้ เพราะตลอดชีวิตการต่อสู้ของมันไม่เคยแพ้ มีแต่ชนะกับเสมอ และถือกันว่าเป็นโคพันธุ์อุสุภราชแท้

ลักษณะตามสีที่นิยมกันว่าเป็นวัวดีนั้นคือ
1. โหนดชาติใหญ่ คือโหนดหัวแดง
2. โหนดตีนขาว ซึ่งเรียกว่าลังสาดชนิดหนึ่งนั้น ถือว่ามีใจทรหดมาก
3. แดง คอกิ่ว หางตัด เขาลอม คือวัวสีแดง เหนียงคอสั้น หางสั้น นับว่าเป็นลักษณะพิเศษ
4. ตีนด่าง หางดอก หนอกพาดผ้า หน้าใบโพ คือวัวที่มีสีทั่วไปดำ ตีนดำแซมขาว หางดำแซมขาว โหนกขาวเหมือนเอาผ้าขาวพาดไว้และที่หน้ามีสีขาวเป็นรูปใบโพ ยอดใบโพขึ้น ถ้ายอดลงถือว่าลงไม่ดี วัวชนิดนี้ถือว่าจะนำโชคลาภและให้มงคล ใครเลี้ยงวัวพันธุ์นี้ไว้ประจำบ้านจะไม่มีภัยพิบัติ โจรผู้ร้ายไม่มารบกวน แต่ท่านห้ามฆ่าเพราะจะนำความพินาศฉิบหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่บ้าน จะเลี้ยงไว้ชนก็ได้ดี เพราะมีน้ำอดน้ำทนมาก

ลักษณะตามสีที่ถือว่าไม่ดีคือ
1. สีลันดา ได้แก่สีตัวแดง จมูกลาย ท่านถือว่าไม่รับเดิมพัน คือถ้าจะชนเอาเดิมพันกันแล้วต้องแพ้เขา แต่ถ้าชนกันตามธรรมดาไม่มีเดิมพันกลับชนได้ดีไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ เหมือนกัน ฉะนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า "วัวลันดา ปลาโดงแดง อย่าแทงมาก" คืออย่าพนันให้มากนัก เพราะไว้ใจไม่ได้ กำลังได้เปรียบแท้ๆ อาจยอมแพ้เสียเฉยๆ ก็ได้ แต่ถ้าเป็นวัวลันดาหางดอกที่ภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า "หางผ้าร้ายห่อทอง" (ผ้าขี้ริ้วห่อทอง) ก็กลับเป็นลักษณะดีไป
2. ดำหน้าโพ คือวัวดำแต่มีสีขาวเป็นรูปใบโพที่หน้า ท่านว่าใจเสาะไม่อดทนมักยอมแพ้เอาง่ายๆ นอกจากจะมีตีนด่าง หางดอก โหนกพาดผ้าด้วยเท่านั้นจึงจะดี
ว่าถึงลักษณะไม่ดีแล้วใคร่จะกล่าวถึงขวัญและสิ่งไม่ดีอีกบางอย่าง จะขอกล่าวเฉพาะถึงขวัญที่ควรระวังไว้อย่างเดียว คือขวัญกระหนาบที่ลึงค์ ท่านถือว่าดุมาก เลี้ยงไม่เชื่องแม้แต่เจ้าของ ถ้ามันโกรธขึ้นมาก็จะขวิดถึงตายได้ ท่านจึงห้ามเลี้ยง



          เท่า ที่ทราบมีอยู่มากคือที่ อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลา อำเภอหัวไทร อำเภอทุ่งสง อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอฉวาง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนที่อื่นๆ ได้แก่ อำเภอควนขนุน อำเภอเขาไชยสน อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง อำเภอย่านตาขาว อำเภอห้วยยอด ตำบลนาวง ตำบลนาโยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง อำเภอสทิงพระ ตำบลม่วงงาม ตำบลหนองหอย ตำบลป่าขาด อำเภอนาทวี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นต้น



          เนื่อง จากวัวชนนำเงินนำทองให้เจ้าของปีละมากๆ จึงต้องเลี้ยงดูกันอย่างดี มีหญ้าน้ำให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์ อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณวันละ 2 หน ต้องฝึกหัดกำลังให้วิ่งทุกๆ เช้าเย็น และใช้ไม้ตีที่คอทุกวันเพื่อให้มีกล้ามเนื้อขึ้นทำให้คอแข็งแรงและให้ฝึกชน กับวัวอื่นๆ บ้าง แต่ไม่ถึงกับให้แพ้ชนะกันเช่นเดียวกับซ้อมมวย ผู้เลี้ยงจะต้องคอยดูแลอย่างดี มิให้ใครเข้าใกล้โดยเฉพาะคนฝ่ายตรงกันข้าม กลางคืนถ้ามียุงชุมจะให้นอนในมุ้งอย่างดี เรียกว่าให้อยู่ดีกินดีเหมือนหรือยิ่งกว่าปฏิบัติกับลูกเมียหรือพ่อแม่ของ เขาทีเดียว ยิ่งใกล้วันชนด้วยแล้วก็ยิ่งเลี้ยงดูแลพิทักษ์รักษาอย่างดีพิเศษขึ้นไปอีก เพราะอาจถูกฝ่ายตรงกันข้ามลอบวางยาหรือทำอาถรรพ์อย่างหนึ่งอย่างใดให้พ่าย แพ้ได้



          ก่อนจะ ชนจะมีการเปรียบวัว คือนำวัวไปที่สนามวัวหรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งกำหนดนัดหมาย เพื่อเปรียบดูวัวที่จะชนกันเหมือนกับการเปรียบมวย คือนำวัวไปยืนใกล้ๆ กัน เพื่อดูให้แน่ว่าตัวไหนมีส่วนได้เปรียบเสียเปรียบกันตรงไหน ถ้าเห็นว่าต่างก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันเท่าไรจึงตกลงชนกันได้ หรือของใครมีดีพิเศษถึงจะเสียเปรียบในรูปร่างส่วนสัดกันบ้างเขาก็ยอม



          เมื่อ เปรียบวัวกันจนเป็นที่ตกลงกันแล้วว่าจะชนกันได้ก็จะวางเงินเดมิพันกันไว้ มากน้อยแล้วแต่ตกลงกันว่า ถ้าฝ่ายใดไม่นำวัวของตนมาชนตามวันที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับครึ่งหนึ่งหรือทั้งหมดให้แก่ทางสนามและต้องมัดจำไว้ 30 เปอร์เซ็นต์ และแล้วก็จะกำหนดวันชน ซึ่งโดยทั่วทางสนามจะจัดรายการเอง วัวชนนี้เขามักกำหนดกันแน่นอนเหมือนการชกมวย และโดยมากมักกำหนดชนในวันอาทิตย์อาจจะทุกวันอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ต่อ 1 ครั้ง วัวที่เปรียบกันได้คู่แล้วจะจัดเข้ารายการไม่เร็วกว่า 2-3 สัปดาห์ หลังจากได้เปรียบวัว ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวนั่นเอง



          ก่อน วันชนหนึ่งหรือสองวัน เขาจะเก็ยวัวไว้แต่เฉพาะในโรงวัวซึ่งสร้างขึ้นอย่างพิเศษสำหรับวัวตัวนั้น เท่านั้น วัวชนจะได้รับการเลี้ยงดูเป็นพิเศษ โดยเขาจะนำหญ้าและน้ำมาให้กินในโรงวัวนั้นเลย บางรายให้กินไข่ไก่ถึงวันละ 10-15 ฟองก็มี หรือไม่ก็จะพาออกวิ่งบ้างเดินบ้างในตอนเช้ามืดหรือในตอนเย็น เป็นการออกกำลังกาย และมีคนเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ตลอดเวลาทั้งกลางคืนกลางวัน มีหมอวัวเสกหญ้าและน้ำให้กินเพื่อให้มีกำลังและช่วยขจัดปัดเป่าการกระทำคุณ ไสย มีการประพรมน้ำมนต์น้ำพร หมอบางคนจะมีกรวยทำด้วยใบตองหรือปลอกเขาซึ่งทำด้วยทองเหลืองหรือไม้ไผ่สวม เขาทั้งสองไว้ มีผ้ายันต์ ผ้าประเจียดผูกคอวัว ซึ่งจะถอดออกเมื่อจะปล่อยให้วัวชนกัน ในขณะที่อยู่ในพิธีนี้วัวดีบางตัวจะให้ฝันแก่เจ้าของตัวจะแพ้หรือจะชนะ
ในวันชน เมื่อใกล้ถึงเวลาคือประมาณ 1-2 ชั่วโมง เจ้าของวัวจะนำวัวมาในห้องพักวัว (แต่ปัจจุบันนี้มักไม่ค่อยจะมีห้องพักวัวแล้วแต่นำออกจากโรงวัวเข้าไปในสนาม เมื่อถึงเวลา สมัยก่อนมีการแห่แหนวัวออกจากโรงวัวโดยมีคนถือฆ้องเดินตีนำหน้าและจะคลุมวัว ด้วยผ้าสี ดูแล้วเป็นที่เกรงขาม) ขณะที่นำวัวเข้าสนามนั้นจะมีพิธีทางไสยศาสตร์คือมีหมอวัวถือหม้อดินน้ำมนต์ เดินประพรมน้ำมนต์นำหน้า เจ้าของวัวจูงวัวตามหมอ พี่เลี้ยงหรือคนเลี้ยงวัวถือหญ้าน้ำซึ่งปลุกเสกแล้วเดินตามหลังวัวไป และต้องออกตามฤกษ์ยามดีมีชัยด้วย



          สนามชน วัวมักจัดทำไว้ถาวรเหมือนสนามมวย มีรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือเป็นวงกลม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ด้วย อย่างไรก็ดีเนื้อที่ของสนามชนวัวมักมี 2-3 ไร่



          เมื่อ ถึงเวลาชนหมอจะประพรมน้ำมนต์วัวแล้วเดินนำหน้า มีคน 2 คนจูงวัวตามหลัง ที่ต้องจูงสองคนเพราะจับปลายเชือกคนละข้าง เชือกนั้นยาวประมาณ 1 เมตร สอดเข้าไปในห่วงหวายที่ร้อยจมูกวัวไว้ (ห่วงหวายที่ว่านี้ชาวภาคใต้เรียกว่า "เทียนพราง" ) พอถึงกลางสนามคนหนึ่งจะปล่อยก่อน อีกคนหนึ่งจะดึงเชือกนั้นให้หลุดจากห่วงหวาย เวลาจะปล่อยเชือกนี้จะตีกลองสัญญาณ 2 ครั้งเพื่อได้ปล่อยวัวพร้อมกัน วัวทั้งสองจะได้เข้าชนกัน



          วัวบาง คู่กว่าจะแพ้ชนะกันอาจจะใช้เวลาเป็นชั่วโมง ทั้งนี้เพราะต่างตัวต่างฉลาด บางตัวมีวิธีการต่อสู้โดยแทงด้วยเขา บางตัวแทงแล้วบิด บางตัวขัดเขาแล้วงัด บางตัวเอาเขาเข้าฟัน บางทีดันเข้าข้างตัวของคู่ต่อสู้ ซึ่งชาวภาคใต้เรียกว่า "เอาเพลียง" หรือ "พาเพลียง" บางตัวขึ้นทับหรือขึ้นขี่ ชาวภาคใต้เรียกว่า "ขึ้นเหง" เป็นการตัดกำลังให้คู่ต่อสู้เหนื่อย อย่างไรก็ดีในการตัดสินแพ้ชนะมีกติกาของสนามไว้ดังนี้
1. ก่อน จะชนถ้าพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายใดถูกยาหรือถูกกระทำ กรรมการอาจไม่ให้ชนและริบเงิน เพื่อรักษาชื่อเสียงของสนามและเพื่อไม่ให้สัตว์ทรมาน
2. ห้ามมิให้ทาน้ำมันหรือเมือกทุกชนิด ส่วนจะสวมเครื่องรางของขลังให้วัวก็แล้วแต่จะตกลงกันในวันทำสัญญา
3. เมื่อตีกลอง 2 ครั้งให้พาวัวเข้าชน โดยมีคนพาเข้าชน 2 คน
4. ให้พาวัวเข้าไปชนในลักษณะหน้ากระดานเขาหากัน จะแกล้งชักเชือกหรือตีวัวให้ตกใจไม่ได้
5. ห้ามตีวัวฝ่ายตรงข้าม แต่วัวฝ่ายตัวเองให้ตีได้
6. วัวที่ล้ม ถ้าไม่ลุกภายใน 5 นาทีถือว่าแพ้ ถ้าลุกก่อนให้ชนต่อไปได้ ถ้าลุกแล้วหนี กรรมการจะให้เวลา 5 นาที ถ้าไม่ชนถือว่าแพ้เด็ดขาด
7. ถ้าเขาคีบกันไม่หลุดภายใน 1 ชั่วโมงถือว่าเสมอ
8. ถ้าชนกันรั้วพัง วัวออกไปชนนอกรั้ว ทางสนามจะตีกลองให้นำวัวมาชนข้างใน วัวใครไม่เข้ามาถือว่าแพ้
9. ขณะ ชนกัน ถ้าตัวใดกระโดดหนีออกนอกรั้วถือว่าแพ้เด็ดขาด ถ้าตัวชนะกระโดตามไปนอกรั้วต้องนำมาชนใหม่ภายใน 10 นาที ถ้านำเข้ามาไม่ได้ทั้งสองตัว ถือว่าเสมอกัน
10. ถ้าวัวร้างลากันไป โดยไม่แสดงว่าตัวไหนแพ้ชนะ ให้กรรมการตีกลอง 2 ที เพื่อให้ชนกันใหม่
11. วัว ชนคู่ใดเกิดมีปัญหาด้วยประการใดก็ดี นอกเหนือไปจากกติกาของสนามหรือไม่ชัดเจนก็ดี ให้กรรมการปรึกษากัน 3 นาย ถือเสียงข้างมากเป็นการตัดสินเด็ดขาด
12. ผู้เล่นในสนามจะต้องยินยอมตามคำตัดสินของกรรมการ จะอุทธรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมิได้
13. เงินเดิมพันกรรมการจะถือไว้ ค่อยจ่ายให้แก่ผู้ชนะและแบ่งคืนให้แก่ผู้เสมอกัน ใครจะคัดค้านไม่ได้
14. กรรมการหรือนายสนามชนวัวมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยในสนามและมีอำนาจห้ามผู้ที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อยเข้าสนามได้มีกำหนด 3 เดือน


          กีฬา ชนวัวในภาคใต้ โดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราชกำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ในวันที่วัวชนชาวบ้านชาวบ้านชาวเมืองแทบทุกอาชีพจะแห่กันไปดูการชนอย่างหนา แน่นและการชนวัวในบางคราวมีติดต่อกันเป็นแรมเดือน จึงเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่ง เพราะว่าการพนันย่อมมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย ด้วยเหตุนี้ถ้าหากไม่มีขอบเขตจำกัดเสียบ้าง ผลเสียในหลายๆ ด้านย่อมจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่เคยมีที่ใดพอเป็นประจักษ์พยานได้ว่าการพนันนำมาซึ่งความสงบสุขและ ความรุ่งเรือง